สมรสกับต่างชาติ


ณ ปัจจุบันนี้โลกเปิดกว้างขึ้นมาก มากจนดูเหมือนโลกใบใหญ่นี้กลายเป็นโลกใบเล็กๆ ในอุ้งมือของเรา เหมือนเรามองเห็นโลกกลมๆใบเล็กๆ อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่โลกอันแสนกว้างใหญ่ ไร้ขอบเขตจับต้องไม่ได้อีกต่อไป ความห่างไกลกันคนละซีกโลก คนละเวลา คนละเขตแดนไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับการติดต่อสื่อสารอีกต่อไปแล้ว เพราะการเชื่อมโลกด้วยเทคโนลียีอันทันสมัย ช่วยให้ความต่าง ความห่างของกลุ่มชน หรือความห่างระหว่างคนสองคน ความรักของสองเชื้อชาติไม่ห่างไกลกันอีกต่อไป ไม่ได้หมายเพียงความรักของสองเชื้อชาติเท่านั้น แต่หากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านี้ยังเชื่อมต่อกันการสื่อสารระหว่างญาติพี่ น้อง พ่อ แม่ คนรักที่อยู่กันคนละแหล่ง คนละแห่งที่ชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะพบกันได้ให้ใกล้กันนิดเดียว ด้วยวิทยาการอันทันสมัยของระบบการสื่อสารไร้สายที่เรียกกันว่า อินเตอร์เน็ต ซึ่งกลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตปัจจัยที่ห้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะคนเห็นความสำคัญของการสื่อสารเหล่านี้ทำให้ต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ

จากคำถามที่ว่า เมื่อไหร่ฉันจะได้พบเธอ เมื่อไหร่เราจะได้เจอกัน เมื่อไหร่เราจะได้คุยกัน ปัจจุบันนี้ไม่ต้องถามคำถามนี้อีกต่อไป เพราะพบกันเมื่อไหร่ คุยกันยามไหน เวลาใดก็ได้ คำถามจึงเปลี่ยนเป็นฉันจะแต่งงานกับเธอที่ไหนดี ที่ไหนสะดวก สำหรับเราสองคน และเราจะต้องเตรียมอะไรกันบ้างเพื่อใช้จดทะเบียนแต่งงาน และอีกสารพัด สารพันคำถามร้อยแปดที่เราให้คำตอบคุณไว้ ณ ที่นี้แล้ว เพราะการจดทะเบียนแต่งงานระหว่างสองฝ่าย จะขึ้นกับความสะดวกของคู่รักทั้งสองฝ่าย ว่าจากนี้ตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกันที่ไหน ประเทศฉันหรือเธอเป็นหลัก เพราะขั้นตอนการเตรียมเอกสารแตกต่างกัน มากหรือน้อยตามขั้นตอนของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใดที่ไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลอยู่ในประเทศนั้นๆ อาจเพิ่มขั้นตอนมากขึ้นอีกหน่อย อาทิ คู่รักหญิงไทย กับชายชาวอิรัก ประเทศไทยไม่มีสถานทูตอิรัก จึงต้องผ่านการเดินเรื่องเอกสารขั้นแรก ณ ประเทศที่มีสถานทูตอิรักก่อน สำหรับเอเชีย คือ ประเทศมาเลเซีย ดูจะใกล้กับประเทศไทย และง่าย กับ สะดวกที่สุดแล้ว เมื่อได้รับเอกสารใบรับรองโสดจากสถานทูตอิรักเป็นภาษาอังกฤษในประเทศมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไป คือ ให้สถานทูตไทยในมาเลเซียรับรองเอกสารฉบับดังกล่าวก่อนนำมาดำเนินการขั้นต่อไปที่ประเทศไทย นั่นคือ แปลเป็นไทย และให้กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศรับรอง ทั้งนี้ทั้งนั้นฝ่ายชายที่จะเดินทางเข้ามาทำเรื่องต่างในประเทศไทยนั้น พึงตระหนักถึงระยะเวลาในการพำนักอยู่ในประเทศไทยที่กองตรวจคนเข้าเมืองประทับลงตราให้ ต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เพราะหากน้อยกว่านี้อาจไม่เพียงพอต่อการทำเรื่องเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อยเสร็จสมบูรณ์
ข้างต้น คือ ข้อมูลคร่าวๆ เท่านั้นสำหรับบุคคลที่มีคู่รักเป็นชาวต่างชาติที่ไม่มีสถานทูตดังกล่าวในประเทศไทย แต่สิ่งที่เราขอแนะนำอีกหนึ่งประการ คือ การหาข้อมูลและการเตรียมเอกสารให้พร้อม เพราะถ้าขาดตกไปเพียงอย่างใด อย่างหนึ่ง สิ่งที่เตรียมมาทั้งหมดจะสูญเปล่า

Comments are closed.